ถึงพี่น้องทนายความอาสาฯ

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 รัฐบาลมีมาตรการควบคุมและทบทวนการใช้จ่ายงบประมาณของประเทศ ส่งผลให้การจัดสรรงบประมาณของหลายหน่วยงานต้องมีการปรับลดตามความจำเป็นและตามความเหมาะสม รวมถึงงบอุดหนุนที่สภาทนายความได้รับผ่านกระทรวงยุติธรรม
.
สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สภาทนายความได้เสนอของบประมาณจำนวน 188,503,400 บาท เข้าสู่กระบวนการพิจารณางบประมาณและการปรับลดตามขั้นตอนของรัฐ โดยท้ายที่สุดได้รับการจัดสรรจำนวน 136,073,300 บาท หรือลดลงจากวงเงินที่เสนอประมาณ 52.48 ล้านบาท
.
ผมเข้าใจดีว่าเมื่อพี่น้องทนายความทราบตัวเลขดังกล่าว ย่อมเกิดความกังวลว่า งบประมาณที่ลดลงจะส่งผลต่อการดำเนินงานของสภาทนายความหรือไม่ และจะกระทบต่อการทำงานของทนายความอาสาทั่วประเทศอย่างไร
.
จึงขอชี้แจงให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่า สภาทนายความมีงบประมาณในการดำเนินงานอยู่ 2 ส่วนหลัก คือ งบประมาณสำหรับการบริหารจัดการองค์กร และงบอุดหนุนจากภาครัฐสำหรับภารกิจตามโครงการที่ได้รับการสนับสนุน
.
งบประมาณทั้งสองส่วนมีลักษณะและวัตถุประสงค์แตกต่างกัน โดยงบอุดหนุนจากภาครัฐจะนำไปใช้ในภารกิจที่เกี่ยวข้องกับประชาชนและโครงการที่ภาครัฐให้การสนับสนุน เช่น โครงการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายและการระงับข้อพิพาททางเลือก โครงการปฏิรูปและพัฒนาศักยภาพทนายความอาสา โครงการทนายความอาสาประจำสถานีตำรวจ และโครงการศูนย์นิติธรรมสมานฉันท์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น
.
ขณะที่การบริหารจัดการองค์กรและการพัฒนาสภาทนายความในด้านต่าง ๆ ใช้งบประมาณจากส่วนที่สภาทนายความบริหารจัดการและจัดหารายได้เองเป็นหลัก ไม่ได้เป็นงบก้อนเดียวกับงบอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรเพื่อดำเนินโครงการดังกล่าว
.
ดังนั้น การปรับลดงบอุดหนุนของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2570 ไม่ได้หมายความว่าสภาทนายความขาดงบประมาณในการบริหารสภาทนายฯ หรือไม่สามารถดำเนินงานของสภาทนายความต่อไปได้
.
แต่สิ่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ ภารกิจที่ต้องดำเนินการภายใต้งบอุดหนุนของรัฐบาล โดยเฉพาะภารกิจช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายและภารกิจทนายความอาสา
.
เมื่อได้รับงบประมาณน้อยกว่าที่เสนอ สภาทนายความจึงมีหน้าที่ต้องปรับแผนการดำเนินงานของแต่ละโครงการให้สอดคล้องกับวงเงินที่ได้รับจริง โดยต้องคำนึงทั้งความจำเป็นของประชาชน ผลงานที่ผ่านมา ตัวชี้วัด และความคุ้มค่าของงบประมาณ
.
การปรับแผนครั้งนี้ไม่ใช่การลดความสำคัญของทนายความอาสา แต่เป็นการทำให้การใช้งบประมาณมีความเหมาะสมกับภารกิจและตามงบประมาณที่ได้รับ
.
ในส่วนของการจัดสรรภารกิจทนายความอาสาในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ได้มีการพิจารณาอย่างเป็นระบบ โดยมีสถานีตำรวจที่จัดให้มีทนายความอาสาปฏิบัติหน้าที่ทุกวัน จำนวน 70 สถานี ปฏิบัติหน้าที่ 5 วันต่อสัปดาห์ จำนวน 205 สถานี และปฏิบัติหน้าที่ 3 วันต่อสัปดาห์ จำนวน 87 สถานี รวมทั้งสิ้น 362 สถานี
.
การกำหนดจำนวนวันและพื้นที่ไม่ได้พิจารณาจากความรู้สึกหรือความต้องการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่สร้างหลักเกณฑ์ในการพิจารณาจากข้อมูลและข้อเท็จจริง เช่น สถิติ จำนวนประชาที่มาใช้บริการ ปริมาณคดี ความจำเป็นของพื้นที่ การเข้าถึงบริการ และความเหมาะสมในการใช้งบประมาณ
.
บางพื้นที่อาจมีสถานีตำรวจที่อยู่ใกล้เคียงกัน หรืออยู่ในพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงบริการจากส่วนกลางหรือสำนักงานของสภาทนายความได้สะดวก จึงมีการพิจารณาปรับรูปแบบการจัดเวรหรือยุบรวมจุดให้บริการ เพื่อไม่ให้เกิดการใช้งบประมาณซ้ำซ้อน
.
หลักคิดสำคัญที่ใช้ประกอบการพิจารณาปรับแผนในครั้งนี้ คือ เราไม่ได้ดูเพียงว่า “มีสถานีตำรวจอยู่กี่แห่ง” แต่ต้องดูด้วยว่า “ประชาชนในพื้นที่ได้รับบริการทางกฎหมายอย่างไร และเงินที่ใช้ไปเกิดประโยชน์มากน้อยเพียงใด”
.
ผมเข้าใจว่าการปรับจำนวนวันหรือการปรับพื้นที่ปฏิบัติงานของทนายความอาสา อาจทำให้พี่น้องทนายความบางส่วนเกิดความกังวลหรือไม่สบายใจ โดยเฉพาะทนายความที่เคยปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ดังกล่าว
.
แต่ขอเรียนด้วยความจริงใจว่า การตัดสินใจทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของข้อจำกัดด้านงบประมาณ ข้อมูลผลงาน ตัวชี้วัด ตลอดจนความจำเป็นของประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ
.
สภาทนายความไม่ได้ต้องการลดคุณค่าหรือความสำคัญของทนายความอาสา ตรงกันข้าม เราต้องการให้ระบบทนายความอาสามีความเข้มแข็ง มีผลงานที่ตรวจสอบได้ และสามารถอธิบายต่อหน่วยงานของรัฐได้ว่า งบประมาณที่ได้รับนั้นถูกนำไปใช้เพื่อประชาชนอย่างคุ้มค่า
.
เพราะในระยะยาว หากเราต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนภารกิจทนายความอาสาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เราต้องแสดงให้เห็นไม่ใช่เพียงจำนวนสถานีที่มีทนายความไปนั่งเวร แต่ต้องแสดงให้เห็นถึง จำนวนประชาชนที่ได้รับความช่วยเหลือ คุณภาพของบริการ ผลสัมฤทธิ์ของงาน และความคุ้มค่าของงบประมาณ
.
ดังนั้น การปรับแผนในปีงบประมาณ 2570 จึงเป็นการบริหารจัดการภายใต้ข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่การทอดทิ้งภารกิจ และไม่ใช่การลดความสำคัญของพี่น้องทนายความอาสา
.
ผมขอให้พี่น้องทนายความมั่นใจว่า ทุกบาทที่ได้รับจากภาครัฐ สภาทนายความจะใช้ด้วยความระมัดระวัง โปร่งใส และตรวจสอบได้ ส่วนภารกิจใดที่สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องใช้งบอุดหนุนจากภาครัฐ สภาทนายความจะยังคงเดินหน้าต่อไปตามความเหมาะสม
.
ผมขอรับฟังทุกความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากพี่น้องทนายความทั่วประเทศ และพร้อมนำข้อเสนอเหล่านั้นมาปรับปรุงการบริหารงานให้ดียิ่งขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของเราไม่ใช่การใช้งบประมาณให้หมดไป แต่คือ “ใช้งบประมาณที่มีอย่างคุ้มค่า เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรม และพี่น้องทนายความได้รับประโยชน์สูงสุด”
.
สภาทนายความ จะเดินหน้าบริหารงบประมาณด้วยหลัก สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้ ใช้งบประมาณทุกบาทอย่างคุ้มค่า เพื่อประโยชน์ของประชาชนและการพัฒนาวิชาชีพทนายความ พร้อมทั้งสร้างผลงานและผลสัมฤทธิ์ให้เป็นที่ประจักษ์ เพื่อให้ภาครัฐเห็นถึงความสำคัญ และความจำเป็นของภารกิจที่สภาทนายความดำเนินการภายใต้งบประมาณของรัฐ อันจะนำไปสู่การได้รับการสนับสนุนงบประมาณที่เหมาะสมและเพิ่มขึ้นในอนาคต เพื่อให้สามารถขยายการช่วยเหลือประชาชนและพัฒนาภารกิจด้านความยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป